ถึงกับอึ้ง !! อาถรรพ์เลข 13 ของเที่ยวบินมรณะ !! การสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย !! ที่เกี่ยวเนื่องกับเลข 13 จนน่าตกใจ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อาถรรพ์เลข 13 ของเที่ยวบินมรณะ !! การสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย !! ที่เกี่ยวเนื่องกับเลข 13 จนน่าตกใจ

 

เรื่องราวโศกนาฏกรรมของเครื่องบินการบินไทย Airbus A 310 บินชนภูเขาที่ประเทศเนปาล เป็นโศกนาฏกรรมที่คงระลึกถึงอยู่เสมอ เพราะเป็นอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การบินของไทย โดยเรามารำลึกเหตุการณ์วันนั้นโดยละเอียดด้วยกันดีกว่าครับ ในเวลาเที่ยงวันของวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เครื่องของการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 311 ได้เตรียมลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติตรีภูวัน กรุงกาฐมาณฑุ ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายจากลมมรสุมที่พัดกระหน่ำ ซ้ำร้าย ในเวลานั้นสนามบินแห่งนี้ไม่มีเรดาร์ การติดต่อสื่อสารทางวิทยุจึงมีความสำคัญมาก ในขณะที่สนามบินอยู่ห่างออกไป 12 ไมล์ เครื่องเกิดปัญหา Flapไม่กาง และนักบินพยายามแก้ไข จน Flap ทำงานได้แต่ก็ทำให้เครื่องลดระดับช้าเกินไป และไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะ Landing ได้ หอควบคุมการบินรับทราบปัญหาและให้เครื่อง TG ตีวงเลี้ยวกลับมา Landing ใหม่อีกครั้ง

ความพยายามครั้งที่สองก็ยังไร้ผล นักบินจึงขอบินวนใหม่อีกครั้ง ด้วยการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกันระหว่างหอควบคุมการบินและนักบิน ประกอบกับเครื่อง TG ต้องรอให้เครื่องของ เนปาล landing ก่อน การบินวนในคราวนี้เกิดความผิดพลาด เครื่องเลยมุ่งขึ้นไปทางเหนือของสนามบินที่เป็นเขตภูเขาสูง แทนที่จะลงใต้ซึ่งเป็นที่ราบ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อาถรรพ์เลข 13 ของเที่ยวบินมรณะ !! การสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย !! ที่เกี่ยวเนื่องกับเลข 13 จนน่าตกใจ

ทัศนวิสัยที่เลวร้ายทำให้นักบินต้องพึ่งพาอุปกรณ์นำร่อง และ คำแนะนำจากหอควบคุมการบิน ซึ่งหอควบคุมยังคงสั่งการให้ TG รักษาระดับเพดานบินไว้เช่นเดิมเพราะเข้าใจว่าเครื่องกำลังมุ่งตรงมาสนามบิน เครื่องยังคงตรงดิ่งไปทางเหนือ จนกระทั่งนักบินผู้ช่วยเริ่มผิดสังเกตและบอกกัปตันให้เลี้ยวกลับแต่ว่าทุกอย่างสายเกินไปแล้ว

เสี้ยวนาทีสุดท้ายก่อนเกิดเหตุ สัญญาณเตือน Ground Proximity Warning System (GPWS) ก็ดังขึ้นว่า ( “เครื่องกำลังเข้าใกล้พื้นดิน  เครื่องกำลังเข้าใกล้พื้นดิน” ) ( “ดึงเครื่องขึ้น” ) นักบินทุกคนที่ได้ยินสัญญาณนี้ต้องรีบดึงเครื่องขึ้นทันที แต่ก่อนที่นักบินจะตัดสินใจใดๆภาพของภูเขาหิมาลัยก็เคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ที่ระดับเพดานบิน 11,500 ฟุต กับภูเขาที่สูง 16,000 ฟุต

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เครื่อง TG 311 ก็มุ่งตรงเข้าปะทะกับภูเขาจนแหลกละเอียดไปทั้งลำ พร้อมๆ 113 ชีวิตที่ดับสูญ เป็นลูกเรือ 14 คน และ ผู้โดยสาร 99 คน ผลการสอบสวนสาเหตุการตก สรุปว่าเกิดจากความผิดพลาดของระบบบังคับการบินบนเครื่อง ความผิดพลาดในการสื่อสารระหว่างนักบินและเจ้าหน้าที่หอบังคับการบินเป็นภาษาอังกฤษ ความไม่ชำนาญของเจ้าหน้าที่ และความพร้อมของท่าอากาศยานนานาชาติตรีภูวัน ที่ไม่ได้ติดตั้งเรดาร์ ประกอบกับเป็นช่วงที่สภาพอากาศปิด ทัศนวิสัยค่อนข้างแย่ถึงแย่มาก ทำให้นักบินบินหลงทิศขึ้นเหนือไปอีก 35 กม. จากสนามบินตรีภูวัน และชนเข้ากับภูเขาในความสูง 11,500 ฟุต ภายหลังอุบัติเหตุ การบินไทยได้เปลี่ยนรหัสของเที่ยวบิน กรุงเทพ-กาฐมาณฑุ เป็น TG319/320 ใช้เครื่องโบอิง 777-200

สำหรับเลข 3 ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้จนน่าตกใจในความเกี่ยวเนื่องทุกอย่างในเหตุการณ์นี้มีเลข 3 อยู่ด้วยแทบทั้งนั้น มันคือความพอดีจริงๆ หรือ ??

อาถรรพ์เลข 13 เที่ยวบินที่ 311 ลูกเรือและผู้โดยสาร 113 เหตุเกิดวันที่ 31 ปี 1993 หัวกับท้ายเป็น 13 ลองเอาเลขบวกกันตัด 9 ไปตัวนึงเพราะเหมือนกันได้ 13 พอดี ส่วนปีพ.ศ.2535 เอา3 ตัวท้ายรวมกันได้ 13 พอดี

เลขอาถรรพ์ตามความเชื่อและเลขที่ไม่เป็นมงคลตามโหราศาสตร์ไทย

13 31 นั้นถือว่าเป็นเลขอาถรรพ์ /ความวู่วาม/ อุบัติเหตุ
30 03 หมายถึงอุบัติเหตุและอาจเรื่องของไฟเข้าเกี่ยวข้องมาด้วย อาจทำให้เกิดไฟลุก ไฟไหม้ได้
37 73 ชัดเจนเรื่องอุบัติเหตุผ่าตัด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อาถรรพ์เลข 13 ของเที่ยวบินมรณะ !! การสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย !! ที่เกี่ยวเนื่องกับเลข 13 จนน่าตกใจ

หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น ไม่นานได้มีนักบิน และลูกเรือหลายคนพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วยความสยองเป็นเสียงเดียวกันว่า ชีวิตของผู้โดยสารและลูกเรือทั้งลำทั้งหมด 113 ชีวิตต้องดับสูญ เป็นลูกเรือ 14 คน และผู้โดยสาร 99 คน หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไฟล์ทต่อมาก็มาลงตามปกติ พร้อมลูกเรือ ก่อนบอร์ด ผู้โดยสารและ ลูกเรือทุกคนก็มาสวดมนต์กัน ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตได้ไปสู่สุคติ

ขณะเตรียมบอร์ด  ลูกเรือคนนึง เห็นแอร์ใส่ชุดไทยขาดรุ่งริ่ง ยืนอยู่ด้านนอก ทางเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารกับเครื่องบิน พอหันกลับไปอีกที ก็ไม่เห็นแล้ว เลยคิดว่าตัวเองตาฝาด แต่ก็รู้สึกกลัวๆ อยู่ เลยให้ หัวหน้าลูกเรือ มาช่วยยืนบอร์ด พอบอร์ดเสร็จ ก็ส่งเอกสารอะไรเรียบร้อย เพอเซอร์กับแอร์กำลังช่วยกันปิดประตู ก็เห็นลูกเรือกลุ่มนั้นที่เสียชีวิตกำลังวิ่งมาที่ประตูเครื่องแบบร้องขออยากไปด้วย ด้วยความกลัว ทั้งสองคนก็รีบปิดประตูเครื่อง และมองลอดออกไป เห็นลูกเรือยืนร้องไห้กันอยู่ สภาพแต่ละคนดูไม่ได้ เพอเซอร์เลยยกมือไหว้ ขอขมา สวดขอให้วิญญาณ กลับบ้านด้วยกัน แล้วไปสู่สุคติ ” เพอเซอร์เขาบอกว่า ดูเขาอยากกลับบ้านกัน เลยเชิญกลับบ้าน ”

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อาถรรพ์เลข 13 ของเที่ยวบินมรณะ !! การสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย !! ที่เกี่ยวเนื่องกับเลข 13 จนน่าตกใจ

จากนั้นพอสวดเสร็จก็ไม่เห็นอะไร และรวบรวมสติเปิดประตูเครื่องทิ้งไว้สักพัก และเครื่องก็บินกลับประเทศไทย ทั้งสองคนที่เห็นก็คุยกันว่าอย่าบอกเรื่องนี้ให้ลูกเรือท่านอื่นหรือผู้โดยสาร เดี๋ยวจะทำให้กลัวกันไปหมด ขณะเสิร์ฟอาหารให้ผู้โดยสาร มีผู้โดยสารทักขึ้นมาว่า ” ทำไมวันนี้ลูกเรือเยอะจังเลย บริการดีมาก แอร์ที่ใส่ชุดเขียวสวยจัง ฝากชมด้วย” แต่วันนั้นไม่มีใครใส่ชุดเขียวเลย เพราะทุกคนไว้อาลัยกันหมด จะไม่มีใครใส่สีสดกันเลย เลยทำให้ลูกเรือทุกคนกลัวกันใหญ่ แต่ก็ไม่ได้บอกให้ผู้โดยสารรู้ พอถึงกรุงเทพฯ หน้าเกท ก็มีพระ มีขบวนคน และญาติ มารออัญเชิญวิญญาณ กันมากมาย หลังจากเครื่องจอดเรียบร้อย กัปตันบอกว่า ตอนเข้าเกทแล้ว ได้ยินเสียง มากระซิบข้างหูว่า “ขอบคุณมากครับกัปตัน ” และทุกคนก็ถึงที่หมายโดนสวัสดิภาพ

สนใจ ทำSEO ทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ  1 ของหน้า google หรือทำเว็บไซต์ให้ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด ของผลการค้นหาผ่าน Search Engine ด้วย Search Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจ ข้อมูล เนื้อหา บทความ สินค้าและ บริการ ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ของเรา โดยรักษาให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเสมอ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการติดต่อระหว่างร้านค้าและลูกค้าให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น สนใจทำSEO มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ คลิกเลย! รับทำ SEO  

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อาถรรพ์เลข 13 ของเที่ยวบินมรณะ !! การสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย !! ที่เกี่ยวเนื่องกับเลข 13 จนน่าตกใจ

ที่มา : tnews

“ลำไย ไหทองคำ” เสียใจ “มาริโอ้” ปฏิเสธเล่นหนังคู่.. ยอมรับว่าชอบมาริโอ้มาก

 

หลังพระเอกหนุ่ม “มาริโอ้ เมาเร่อ” ออกมาเผยว่า ปฏิเสธคำเชิญของค่ายสหมงคลฟิล์ม เล่นหนังคู่ ลูกทุ่งเซ็กซี่ “ลำไย ไหทองคำ” โดยให้เหตุผลว่าคิวแน่นมากจนหาเวลามาถ่ายหนังไม่ได้ ล่าสุด “ลำไย ไหทองคำ” ออกมาพูดถึงเรื่องราวดังกล่าวแล้ว โดย ลำไย ยอมรับเสียใจชวดโอกาสเล่นหนังคู่มาริโอ้ เพราะติดตามชื่นชมมาริโอ้มาก ส่วนความรู้สึกที่จะได้เล่นหนังก็เป็นอะไรที่ไม่คาดฝัน เพราะตอนเด็กๆ เคยฝันอยากเป็นนักแสดง กล่าวว่า “ก็ตอนนี้เห็นข่าวว่าพี่มาริโอ้ เรื่องคิว หนูยังไม่ทราบว่ายังไง ก็เสียใจค่ะเพราะหนูก็ชื่นชอบพี่เขา ก็ไม่เป็นไรค่ะ เข้าใจว่าพี่เขาติดงานค่ะ”

สนใจ ทำSEO ทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ 1 ของหน้า google หรือทำเว็บไซต์ให้ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด ของผลการค้นหาผ่าน Search Engine ด้วย Search Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจ ข้อมูล เนื้อหา บทความ สินค้าและ บริการ ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ของเรา โดยรักษาให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเสมอ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการติดต่อระหว่างร้านค้าและลูกค้าให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น สนใจทำSEO มาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ คลิกเลย! รับทำ SEO 

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลำไย ไหทองคำ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลำไย ไหทองคำ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลำไย ไหทองคำ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลำไย ไหทองคำ

เปิดคลิประทึก นักท่องเที่ยวต่างชาติ ถูกช้างไทยใช้งางัดร่างลอย ตีข่าวดังทั่วโลก

ช้างทำร้ายนักท่องเที่ยว

 

      เปิดคลิประทึก นักท่องเที่ยวสาวถูกช้างไทยใช้งางัดร่างลอย ขณะเข้าไปลูบงวง ประสบการณ์ผวาทำเอาคนรักช้าง กลายเป็นกลัวช้างหนักมาก กลายเป็นภาพวินาทีระทึกที่เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากในขณะนี้ สำหรับคลิปที่สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์ ได้หยิบมารายงานเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 เผยให้เห็นภาพขณะที่นักท่องเที่ยวสาวชาวต่างชาติคนหนึ่ง ที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ปางช้างของไทย แต่ถูกช้างใช้งางัดร่างของเธอจนตัวลอย กระเด็นไปกระแทกหินกรวดที่อยู่ในน้ำเบื้องหน้า

โดยนักท่องเที่ยวสาวรายนี้เผยว่า เธอเป็นคนที่รักช้างมาก มักจะมีของใช้รูปช้างวางอยู่เต็มโต๊ะทำงาน มีเสื้อลายช้าง รวมถึงเครื่องครัวรูปช้าง ดังนั้นเมื่อได้มีโอกาสจัดทริปมาเที่ยวไทยเธอจึงไม่พลาดที่จะมาปางช้าง ซึ่งเป็นไฮไลท์ในการเที่ยวของเธอ แต่หลังจากเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้าไป บอกเลยว่าจากคนรักช้าง เธอกลายมาเป็นคนกลัวช้างไปแล้ว  ทั้งนี้เมื่อดูจากคลิป พบว่านักท่องเที่ยวสาวรายนี้ได้เดินเข้าไปใกล้ช้างที่กำลังเล่นน้ำ และพยายามจะใช้มือถูงวงของมัน ก่อนจะเกิดเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตามเป็นที่โชคดีที่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงแต่อย่างใด แต่คงจะมีแผลใจไปอีกนาน

ช้างทำร้ายนักท่องเที่ยว

ช้างทำร้ายนักท่องเที่ยว

ช้างทำร้ายนักท่องเที่ยว

ที่มา:kapook

ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ควงลูกเมีย เผยชีวิตครอบครัวขึ้นปกนิตยสารดัง

ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ควงลูกเมีย เผยชีวิตครอบครัวขึ้นปกนิตยสารดัง

          นานๆ ทีจะได้เห็นโมเมนท์แบบนี้สักที สำหรับพระเอกซุปตาร์หล่อไม่สร่าง “ติ๊ก เจษฎาภรณ์” ที่ล่าสุดเห็นควงแขนศรีภรรยา “พีช สิตมน” พร้อมกับลูกชายสุดที่รัก “น้องเต็นท์” ถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสารแพรว ฉบับพิเศษ พร้อมกับการเปิดเผยมุมมองความรักของครอบครัวนี้ที่โปรยหัวไว้ “ฟินจิกหมอน”

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานแปลกใหม่ของหนุ่มคนนี้ ที่ยอมออกมาเปิดเผยเรื่องครอบครัวกับสื่อ หลังจากที่ค่อนข้างหวงความเป็นส่วนตัวมากๆ มีชีวิตครอบครัวแบบเรียบง่ายและไม่เน้นความหวือหวาอะไร นอกจาก พี่ติ๊ก จะหล่อดูดีแล้ว สาวพีช ก็ยังดูสวยขึ้นกล้อง น้องเต็นท์ก็น่ารักน่าหยิก นับเป็นครอบครัวสุขสันต์ที่เติมความหวานให้กันทุกวัน

ติ๊ก เจษฎาภรณ์

ติ๊ก เจษฎาภรณ์

ติ๊ก เจษฎาภรณ์

ติ๊ก เจษฎาภรณ์

ที่มา:sanook

เปิดข้อความวันเกิด เบนซ์ เรซซิ่ง ระบุถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา

เปิดข้อความวันเกิด เบนซ์ เรซซิ่ง ระบุถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา

          เป็นอีกหนึ่งวันดีๆ ของ เบนซ์ เรซซิ่ง สามีหนุ่มนักแข่งของ แพท ณปภา เขียนข้อความในวันเกิดตัวเองถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา  ที่ผ่านมาตกเป็นกระแสข่าวใหญ่ถูกพูดถึงในหลายแง่มุม สำหรับหนุ่มหัวทอง เบนซ์ เรซซิ่ง สามีสุดที่รักของนักแสดงสาว แพท ณปภา เรียกว่าทั้งสองคนต้องจับมือกันเดินฟ่าฟันอุปสรรคเพื่อลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกในกี่วันข้างหน้า

ล่าสุด วันนี้ถือเป็นวันดีคือวันคล้ายวันเกิดของ เบนซ์ เรซซิ่ง เจ้าตัวได้เขียนข้อความถึงช่วงชีวิตที่ผ่านจนครบ 30 ปี โชคดีที่มีครอบครัว มีคนรักที่ดี “ในวันๆ นึงเวลาช่างเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแปบเดียวเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านมาแล้ว 30 ปี ผมไม่เคยรู้สึกเสียดายหรือเสียใจกับทุกเรื่องราวทุกช่วงเวลาดีๆ ที่เราได้ล้มลุกคุกคลานผ่านมันมา.. การที่เราได้อยู่กับสิ่งที่เรารักกับคนที่เรารัก ได้มีครอบครัวมีแม่มีพี่น้อง มีภรรยาและลูกที่ดี การที่เราได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตานั้น ผมถือว่าผ

ที่มา:sanook

บุกบ้าน เสี่ยวิชัย ปั้นงาม เจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบ ยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 400 ล้าน

เสี่ยวิชัย ปั้นงาม

 

      ดีเอสไอ สนธิกำลังกับทหาร เข้าตรวจค้นบ้านพักกว่า 10 แห่งในอุทัยธานี ของ เสี่ยวิชัย ปั้นงาม เจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ ยึดทรัพย์-ที่ดินมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับหลายหน่วยงานเข้าตรวจค้นบ้านของ นายวิชัย ปั้นงาม ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีปล่อยเงินกู้นอกระบบ ในชื่อแก๊งหมวกกันน็อก โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องไปแล้วกว่าร้อยล้านบาท ขณะที่ตัวนายวิชัยได้ติดต่อขอมอบตัวเมื่อช่วงปลายปี 2559 แต่กลับขอเลื่อนการมอบตัวออกไปจนถึงขณะนี้ก็ยังคงหลบหนี ไม่ได้เข้ามอบตัวแต่อย่างใดนั้น

ล่าสุด (6 กุมภาพันธ์ 2560) พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะผู้กำกับดูแลศูนย์ปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมพิเศษ ได้นำกำลังสนธิกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมทหารราบที่ 4 ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นบ้านพัก 10 แห่ง ของนายวิชัย ปั้นงาม ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยมีรายละเอียดดังนี้

– ชุดปฏิบัติการที่ 1 เข้าดำเนินการตรวจค้นบ้านเลขที่ 94/1, 94/6 และ 94/2 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี

– ชุดปฏิบัติการที่ 2 เข้าดำเนินการตรวจค้นบ้านเลขที่ 789, 94, 94/3 และ 94/4 , 94/5, 92 และ 89 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี

เสี่ยวิชัย ปั้นงาม

จากการตรวจค้นพื้นที่เครือข่ายของนายวิชัยกว่า 10 แห่งในครั้งนี้ สามารถยึดอายัดทรัพย์สินประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้มา หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในเขตอำเภอเมือง และอำเภอหนองขาหยั่ง จังหวัดอุทัยธานี จำนวน 118 แปลง จำนวนพื้นที่รวมกว่า 800 ไร่ มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท

โดยพื้นที่สำคัญที่เข้ามาตรวจยึดเอกสาร คือ บ้านที่นายวิชัยเคยอาศัยอยู่ และปัจจุบันให้บิดา มารดา พักอาศัย ซึ่งทางดีเอสไอจะตรวจสอบต่อไป แต่เบื้องต้นคาดว่าบิดาและมารดาของนายวิชัยไม่น่าจะมีส่วนรู้เห็นกับขบวนการนี้

เสี่ยวิชัย ปั้นงาม

เสี่ยวิชัย ปั้นงาม

อนึ่ง นายวิชัย ปั้นงาม เป็นเจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีการปล่อยเงินกู้นอกระบบในอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยตั้งบริษัทบังหน้าและมีสาขาทั่วประเทศมากกว่า 86 สาขา มีเครือข่ายผู้กระทำความผิดมากกว่า 2,000 ราย และมีลูกหนี้กว่า 170,000 ราย ปรากฏเงินหมุนเวียนในระบบมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอ ได้ขออนุมัติหมายจับและหมายค้นต่อศาลโดยยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกระทำความผิดบางส่วนไว้แล้ว ขณะที่ตัวนายวิชัยยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ

ด้าน นายศรัทธา คชพลายุกต์ ปลัดจังหวัดอุทัยธานี เปิดเผยว่า ทางปลัดจังหวัดทำการรวบรวมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยอมรับว่าทำได้ค่อนข้างยาก เพราะการปล่อยเงินกู้เป็นไปในรูปแบบของการสมยอม แต่จากพฤติการณ์ของผู้ต้องหาซึ่งมีการปล่อยดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้ามาตรวจสอบ ประกอบกับที่ดินจำนวนมากของนายวิชัย มีการปรากฎชื่อของภรรยาและญาติ ซึ่งไม่ได้ทำงาน แต่กลับมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก จึงต้องยึดมาตรวจสอบทั้งหมด

เสี่ยวิชัย ปั้นงามเสี่ยวิชัย ปั้นงาม

ที่มา:kapook

ชื่นชม หนุ่มวิศวะสุดเจ๋ง สร้างเครื่องช่วยฟังสำหรับผู้สูงวัย ใช้งานง่าย-ราคาไม่ถึง 1,000

 

         ของดีต้องแชร์ต่อ หนุ่มนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ โพสต์โชว์สิ่งประดิษฐ์ เครื่องช่วยฟังสำหรับผู้สูงอายุ ใช้งานง่ายในราคาไม่ถึง 1,000 บาท หลังได้แรงบันดาลใจมาจากอาม่า เป็นสิ่งประดิษฐ์ฝีมือคนไทยที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้สูงอายุอย่างแท้จริง สำหรับเครื่องช่วยฟังสำหรับผู้สูงอายุ ที่ล่าสุด (3 กุมภาพันธ์ 2560) โลกออนไลน์มีการแชร์เรื่องราวของ นายโอบนิธิ กรัณฑรัตน นักศึกษาปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาภาควิชาอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ได้โพสต์ภาพและข้อความเฟซบุ๊ก Onnithi Karantarat เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา

โดยระบุว่า ตนเองได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาประดิษฐ์เครื่องช่วยฟัง HSJ รุ่น Beta เครื่องช่วยฟังราคาประหยัด ราคาไม่ถึง 1,000 บาท หลังจากอาม่ามีปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่านกระดุมขนาดเล็กของเครื่องช่วยฟังที่เคยใช้ และถ่านหมดเร็ว จึงปรับมาใช้แบตเตอรี่ Li-Ion (ลิเธียมไอออน) ใช้งานได้ง่าย สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ รวมทั้งยังมีไฟ LED สีแดง ช่วยแสดงผลขณะใช้งาน ทำให้อาม่าไม่ลืมปิดเครื่อง

นอกจากนี้ผู้โพสต์ยังระบุต่ออีกว่า “จากการทดสอบเบื้องต้น ตัวอาม่าเองพูดเสียงเบาลง และลูกหลานไม่ต้องตะโกนเสียงดังมาก อาม่าก็ได้ยินครับ ตอนนี้เครื่องช่วยฟังนี้ยังมีขนาดใหญ่อยู่ จะพัฒนาในเวอร์ชั่นต่อไปครับ ป.ล. HSJ มาจากชื่ออาม่า เห่ ซุยจึง”

อย่างไรก็ตามพบว่า มีชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมหนุ่มคนนี้ พร้อมกับแชร์ต่อออกไป เนื่องจากเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์

ที่มา:kapook

คลื่นชีวิต! “บัว วันสิริ” 12 สิงหา วันเกิด วันแม่ วันแห่งการสูญเสีย

คลื่นชีวิต! "บัว วันสิริ" 12 สิงหา วันเกิด วันแม่ วันแห่งการสูญเสีย

            “ช่วงที่แม่บัวเริ่มทรุดแล้วไปอยู่ที่โรงพยาบาลก็ยังรับรู้และพูดได้ แต่สามวันก่อนที่จะเสียแม่ไม่รับรู้อะไรแล้ว วันที่แม่บัวไปเป็นวันแม่บัวก็ซื้อพวงมาลัยไปไหว้แม่ เปิดบทสวดมนต์ให้แม่ฟัง และก็บอกกับแม่ว่าถ้าแม่ไม่ไหวแม่ไม่ต้องฝืนทั้งทีใจข้างในลึกๆ ก็ไม่อยากจะพูดแต่ถ้ามันเป็นทางเดียวที่จะนำทางให้แม่ไปในที่ๆ ดีเราก็ทำ”

“บัว นลินทิพย์ สุกลอ่องอำไพ” หรือ “บัว วันสิริ” นักแสดงสาวจากละคร “คลื่นชีวิต” เล่าย้อนถึงเรื่องราวในวันที่สูญเสียคุณแม่ในวันเกิดตัวเองและวันแม่ 12 สิงหาคม 2557 เวลากว่าสองปีที่ผ่านไปสาวบัวเล่าให้  ฟังว่าชีวิตที่ไม่มีคุณแม่อยู่ด้วยมีทั้งความคิดถึงและเสียดายที่ยังอยากทำให้อะไรให้คุณแม่แต่ก็ไม่มีโอกาส แต่ไม่เคยคิดน้อยใจชีวิตเพราะเชื่อว่าคุณแม่เป็นคนดีก็ต้องได้ไปอยู่ในที่ที่มีความสุข

วันเกิด วันแม่ วันแห่งความสูญเสีย

บัวเสียคุณแม่ไปทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันมากจริงๆ คุณแม่ของบัวเขาจะเป็นคนที่ไม่สบายบ่อยสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง และช่วงนั้นเขาไม่สบายเขาก็คิดว่าเขาไม่สบายปกติก็กินยานอน และเริ่มรู้สึกว่าทำไมไม่สบายนานไม่หายซะที บัวก็เลยบอกแม่ว่าแม่ไปหาหมอเถอะ ก็ไปหาหลายครั้งแต่หมอก็ยังวินิจฉัยไม่เจอว่าเป็นอะไร จนสุดท้ายที่รู้คือหมอบอกว่าให้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ พอตรวจก็รู้ว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่สามและพอเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองมันก็แพร่กระจายไปเร็วมาก”

แม้จะทราบว่าคุณแม่ป่วยเป็นโรคมะเร็งก็ตาม แต่ด้วยความที่ตนเองเป็นคนมองโลกในแง่บวกในทุกๆ วันสาวบัวบอกว่าเธอยังมีความหวังว่าคุณแม่ของเธอจะหายเป็นปกติ แต่สุดท้ายความหวังเล็กๆ ของเธอก็พังทลายเมื่อคุณแม่หมดลมหายใจในวันเกิดและวันแม่ปีนั้น

“บัวพยายามคิดในแง่ที่ดีว่าเรายังมีความหวังแม่จะต้องสู้ และบัวเคยรู้ว่ามะเร็งมันหายกันได้ เราก็คิดว่าแม่ต้องหายแม่ต้องไม่เป็นอะไร มันเป็นความหวังที่บัวหวังอยู่เสมอ แม้กระทั่งวันสุดท้ายที่แม่ไม่อยู่บัวยังคิดว่าเดี๋ยวแม่ก็ตื่น แต่วันเป็นวันแม่และก็เป็นวันเกิดของบัวด้วย ช่วงนั้นแม่เริ่มทรุดแล้วไปอยู่ที่โรงพยาบาลเขาก็ยังพอพูดได้พูดรู้เรื่อง”

“แต่ช่วงสามวันก่อนที่ท่านจะเสียจะไม่รับรู้อะไรแล้ว บัวซื้อพวงมาลัยไปไหว้แม่กับพี่ แต่ด้วยอาการที่ไม่ดีมีคนแนะนำว่าให้เปิดบทสวดมนต์ให้แม่ฟังบัวก็ทำ และก็บอกกับแม่ว่าถ้าแม่ไม่ไหวแม่ไม่ต้องฝืน ทั้งที่ใจข้างในลึกๆ ก็ไม่อยากจะพูดแต่ถ้ามันเป็นทางเดียวที่จะนำนางให้แม่ไปในที่ๆ ดี ถ้าแม่ต้องไปจริงๆ บัวทำหมดค่ะ”

นักแสดงสาวเล่าถึงเหตุการณ์วันที่สูญเสียคุณแม่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอทำให้ทีมข่าวรู้สึกได้ว่าแม้เวลาจะผ่านไปสองปีแล้ว ลึกๆ ในหัวใจของเธอนั้นกลับเต็มไปด้วยความคิดถึงคุณแม่อยู่ตลอดเวลา จากนั้นเธอจึงรวบรวมสติและเล่าต่อถึงวินาทีแห่งความเจ็บปวดต่อไปว่า

ตอนนั้นบัวก็มานั่งรออยู่ข้างนอกกับคุณพ่อและก็พี่ พยาบาลก็วิ่งมาบอกว่าแม่ไม่หายใจแล้ว เราก็วิ่งเข้าไปเห็นหมอกับพยาบาลกำลังขึ้นคร่อมจะปั๊มหัวใจแม่ เราก็บอกว่าไม่ต้องปั๊มเพราะตอนนั้นแม่ผอมมากแล้วไม่อยากให้ทรมาน เพราะแค่เจาะเข็มตามร่างกายมันก็เยอะมากเจ็บมากแล้ว ก็เลยให้ท่านไปสบายดีกว่า แต่พอแม่ไปจริงๆ มันก็ทำอะไรไม่ถูกไม่รู้จะทำอะไรต่อ”

“สมองมันว่างเปล่าไปหมดไป ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต้องบอกใคร ต้องอะไรยังไง แต่มันก็มีคำถามในใจลึกๆ วันเกิดหนูทำไมต้องเป็นวันตายของแม่ แต่บัวก็เลือกจะคิดในแง่มุมที่ดีแม่เขาคงอยู่รอเพื่อให้ถึงวันเกิดเราก่อนอยากอยู่ให้ถึงวันเกิดลูก และวันนี้ก็จะเป็นวันที่บัวจะจำแม่ไปตลอดชีวิตไปจนวันตายจะไม่มีวันลืม”

บทเรียนจากการสูญเสีย

“บัวได้รู้ว่าเราต้องดูแลตัวเองและทำให้บัวรักพ่อมากขึ้นและก็เป็นห่วงพ่อมากขึ้น ได้เรียนรู้แล้วว่าเรื่องของแม่มาก็เลยทำให้เราใส่ใจดูแลกันมากขึ้น คนที่ยังอยู่ก็ต้องดูแลใส่ใจกันมากขึ้นและก็รักกันมากขึ้นให้รู้สึกว่าเวลาที่เหลืออยู่ด้วยกันมันมีค่าที่สุดที่เราจะทำอะไรเพื่อเขาได้บ้าง เพราะเวลาคนเราอยู่ด้วยกันกับคนที่เรารักในทุกๆ วัน”

“มันจะไม่รู้สึกหรอกว่าเราจะสูญเสียเมื่อไหร่ ไม่ได้เห็นความสำคัญกัน แต่พอเราได้เจอการสูญเสียแล้วเราจะรู้สึกเลยว่ามันสำคัญมากๆ เรื่องเวลาเรื่องการดูแลการเอาใจใส่ การให้ความสำคัญกับพ่อแม่หรือคนที่รักหรือใครก็ตามมันสำคัญมาก ถ้ายังมีเวลาได้ใช้อยู่ร่วมกันก็อยากให้ดูแลใส่ใจกันมากๆ ค่ะ”

นอกจากความบทเรียนจากการสูญเสียคุณแม่แล้วนั้น “บัว วันสิริ” ยังเผยถึงความในใจที่แอบเสียดายอยู่ลึกๆ กับการทำความฝันของแม่ได้สำเร็จแต่แม่กลับไม่ได้อยู่เห็นฝันนั้น

“แม่บัวมีความฝันอยากได้บ้านและบัวก็พยายามที่จะทำงานเก็บเงินมาเพื่อที่จะซื้อบ้านให้พ่อกับแม่ และพอวันที่ได้บ้านมันจะนึกเสมอว่าแม่หนูซื้อบ้านได้แล้วนะแต่ทำไมแม่ไม่ได้อยู่ (สาวบัวเล่าไปพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลออกมา) มันเป็นความรู้สึกทุกครั้งที่คิดถึง ถ้าย้อนกลับไปได้บัวแค่รู้สึกว่าบัวอยากแข็งแรงเร็วขึ้นกว่านี้อยากจะทำให้แม่ได้มีความสุขก่อนที่แม่จะไม่ได้อยู่ อยากให้ท่านเห็นความสำเร็จ”

“เห็นบัวแข็งแรงเติบโตแล้วดูแลตัวเองได้ อยากให้แม่ได้อยู่บ้านหลังใหม่ที่ซื้อให้ก่อน อยากให้แม่อยู่เหมือนแม่คนอื่น อยากพาแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ อยากได้ทำอะไรเพื่อแม่บ้าง บัวไม่ได้รู้สึกน้อยใจที่แม่ไม่อยู่ แต่แค่เสียดายที่ไม่ยังไม่ได้ทำอะไรให้แม่กับสิ่งที่เราอยากทำหลายอย่างค่ะ”

การสูญเสียเยียวยาด้วยเวลา

“ตอนแรกๆ ที่แม่เสียบัวไม่ร้องไห้เลยจนวันที่ร้องไห้คือวันที่เผาแม่แล้วกลับบ้านร้องไห้แบบฟูมฟาย เพราะตอนที่งานศพยังไม่เสร็จตอนแม่อยู่ในโล่งก็ยังคิดว่าเดี๋ยวแม่ก็คงเคาะโลงแล้วแม่ก็ตื่นขึ้นมา มันเป็นความหวังที่เคยได้ยินคนบอกว่านอนอยู่แล้วฟื้นขึ้นมาก็ยังคิดว่าแม่จะฟื้น แต่พอทุกอย่างจบลงเผาแล้วไม่เหลืออะไรแล้วเป็นช่วงที่บัวร้องไห้ทุกวันมันทำอะไรไม่ถูกมันเวิ้งว้างไปไม่ถูก”

“ช่วงแรกที่แม่เสียก็รู้สึกว่ามันผ่านไปยากมากเพราะคิดถึงตลอดเวลา เวลากินข้าวกินอะไรที่แม่เคยชอบหรือแม่เคยทำให้มันก็จะรู้สึกว่ากินแบบน้ำตาตกคิดถึงแม่จัง แต่จริงๆ แล้วระยะเวลามันจะช่วยเยียวยาเองโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะว่าเราก็อยู่ดูแลคนที่ยังอยู่ อยู่ดูแลพ่อ ดูแลพี่ ตอนแรกเราก็คิดว่ามันยากมันจะผ่านไปไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วเราต้องคิดว่าเราต้องไปให้ได้และต้องดูแลคนที่ยังอยู่ให้ดีค่ะ”

เศร้าเสียใจแต่งานแสดงต้องไม่เสีย

“ตอนนี้ก็มีผลงานละครที่บัวถ่ายทำอยู่ 3 เรื่องเรื่องคือเรื่องเพลิงบุญก็ถ่ายไปเกือบจะใกล้ปิดกล้องแล้ว และก็เรื่องพ่อยุ่งลุงไม่ว่าง อีกเรื่องนึงกำลังจะเปิดกล้องเรื่องคุณแม่สวมรอยเล่นเป็นฝาแฝดค่ะ ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมาบัวก็มีละครเรื่อยๆ แต่คนอาจจะสงสัยบัวหายไปไหน จริงๆ แล้วก็ถ่ายละครอยู่เพราะอย่างคลื่นชีวิตก็ใช้เวลาถ่ายค่อนข้างนานกว่าปีครึ่ง และละครอีกเรื่องสุดร้ายสุดรักก็อยู่ในช่วงรอออนแอร์ก็ต้องรอว่าจะได้ออกอากาศตอนไหน ซึ่งบัวก็รู้สึกว่าการได้ทำงานต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ดีเพราะถือว่าผู้ใหญ่ได้ให้โอกาสบัวแล้วบัวก็ต้องแสดงเต็มที่ทำให้ดีที่สุดค่ะ”

ที่มา:sanook

ระทึก!แก๊สบึ้มคาร้านวัสดุก่อสร้าง หมู่บ้านย่านลำลูกกา เจ็บ 6 ราย

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 1 ก.พ. เจ้าหน้าที่ตำรวจ.สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี รับแจ้งเหตุแก๊สระเบิด ที่หมู่บ้านซิตี้โฮมวิลเลจ คลอง 7 ลำลูกกา จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้างชื่อ เอ.พี ยูนิคเมทัล แอนด์ซัพพลาย ตั้งอยู่เลขที่ 31/10 หมู่ 4 ซอย 2 ถนนเลียบคลองเจ็ด ตำบลบึงคำพร้อย เบื้องต้นพบผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย และสินค้าภายในร้านได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่นำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

ที่มา:khaosod

ป.ป.ช.เปิดเซฟ 5 ครม.ใหม่เอี่ยมชุด “บิ๊กตู่ 4” พบทุกคนมีทรัพย์สินเกินร้อยล้าน!

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. สำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีเข้ารับตำแหน่ง จำนวน 12 ราย ได้แก่ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล, น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร, นายพิชิต อัคราทิตย์, นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, นางอรรชกา สีบุญเรือง, นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, นายอุตตม สาวนายน

ส่วนรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ กรณีพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 9 ราย ได้แก่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, นายออมสิน ชีวะพฤกษ์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์, นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ และนางอรรชกา สีบุญเรือง

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรณีพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 3 ราย ได้แก่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช, นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล, พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรณีพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี จำนวน 1 ราย คือ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ

สำหรับรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งและมีทรัพย์สินมากที่สุดคือ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล จำนวน 1,315,494,304 บาท และคนที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุดคือ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ 25,674,156 บาท ส่วนรัฐมนตรีหน้าใหม่ 5 คน ประกอบด้วย น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร มีทรัพย์สิน 244,596,466 บาท นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล มีทรัพย์สิน 186,403,313 บาท และ 455.33 ยูเอสดอลลาร์ ซึ่งน้อยลงกว่าตอนพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสนช. เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.59 จำนวน 4,822,842 บาท นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ มีทรัพย์สิน 113,165,080 บาท นายพิชิต อัคราทิตย์ มีทรัพย์สิน 149,248,389 บาท และนายอุตตม สาวนายน มีทรัพย์สิน 207,495,698 บาท

ส่วนสมาชิกสนช. ที่พ้นจากตำแหน่ง 3 ราย พบว่า นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล มีทรัพย์สินมากที่สุด 191,226,155 บาท และ 454.99 ยูเอสดอลลาร์ และพล.อ.ธีรชัย นาควานิช มีทรัพย์สินน้อยที่สุด 88,325,682 บาท ขณะที่พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ มีทรัพย์สิน 120,337,583 บาท นอกจากนี้ กรณีของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ที่พ้นตำแหน่งสมาชิกสนช.ครบ 1 ปี ได้แจ้งว่ามีบัญชีทรัพย์สิน 23,442,833 บาท

ที่มา:khaosod