ลดพฤติกรรมเสี่ยง เลี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

ลดพฤติกรรมเสี่ยง เลี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง thaihealth

                  ปัญหาที่ทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เสียชีวิตและพิการ ส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจ แนะลดพฤติกรรมเสี่ยง เลี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ โฆษกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรมสบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมสบส.ได้ส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาชนในการร่วมดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพ ลดปัญหาการเจ็บป่วยและ เสียชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อซึ่งมีสาเหตุ มาจากการใช้พฤติกรรมชีวิตไม่ถูกต้อง ซึ่งก่อให้เกิดการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นและก่อความพิการ มากขึ้น ที่สำคัญ ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ตีบหรือแตก ทำให้สมองขาดเลือด เซลล์สมองตาย ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างรีบด่วนไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง มิฉะนั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหรือเกิดความ พิการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและครอบครัวมาก โดยไทยพบผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้นทั้งในเขตเมืองและชนบท ข้อมูลล่าสุดในปี 2557 ทั่วประเทศมีรายงาน ผู้ป่วย 228,836 ราย เสียชีวิต 25,114 ราย หรือกล่าวได้ว่าเสียชีวิตในทุกๆ 20 นาที

ปัญหาที่ทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง เสียชีวิตและพิการ ส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจโรค เมื่อมีอาการแล้ว คิดว่าจะดีขึ้นเองหรือลองรักษาด้วยวิธีอื่นก่อน จึงไปรับการรักษาช้า ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหา ดังกล่าว กรมสบส.จึงได้ดำเนินการสร้างความเข้มแข็งในภาคประชาชน 2 มาตรการ คือ 1.อบรมอสม.ให้เป็นทั้งผู้ดำเนินการจัดการสุขภาพ เฝ้าระวังป้องกันโรคนี้และโรคอื่นๆ ในชุมชน ให้ความรู้ประชาชน และประพฤติตัว เป็นต้นแบบ เป็นผู้นำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดความเสี่ยงเกิดโรค โดยรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 400 กรัม งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และออกกำลังกายให้ได้สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที แนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และ 2.สนับสนุนให้อสม. ใช้ช่องทางใหม่คือแอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียที่กำลังได้รับความนิยมกว้างขวางทุกวงการ นำมาใช้เป็นช่องทางแนะนำให้ประชาชน รู้จักอาการสัญญาณเตือนภัยของโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งโรคอื่นๆ ซึ่งขณะนี้สำนักวิชาการต่างๆ ได้ผลิตขึ้นจำนวนมาก มีภาพและข้อความสั้นประกอบ เข้าใจง่ายๆ โดยขณะนี้กลุ่มอสม. ที่จังหวัดสมุทรสาคร ได้เริ่มทดลองดำเนินการเรื่องโรคหลอดเลือดสมองแล้ว

ที่มา:thaihealth

สวดมนต์-นั่งสมาธิ ช่วยควบคุมโรค

สวดมนต์-นั่งสมาธิ ช่วยบำบัดโรค thaihealth

                      นายแพทย์ภานุวัตน์ ปานเกตุ โฆษกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนไทยมีแนวโน้มป่วยจากโรคเอ็นซีดีหรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น โดยเฉพาะ 3 โรคที่เปรียบเสมือน เป็นเพื่อนสนิทกัน ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด สะท้อนถึงการใช้พฤติกรรมชีวิตประจำวันที่ขาดและเกิน เช่น ขาดการออกกำลังกาย กินผักผลไม้น้อย กินอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็มมากเกินไป

ในการพัฒนาตำบลจัดการสุขภาพ สร้างการมีส่วนร่วมประชาชนในการดูแลสุขภาพ ชุมชนมีความเข้มแข็งในการส่งเสริม สุขภาพตนเอง กรม สบส.ได้ร่วมมือกับมูลนิธิอุทัย สุดสุข ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ ส่งเสริมประชาชนในชุมชนที่ป่วยเรื้อรัง 3 กลุ่มโรคที่กล่าวมา ได้ปฏิบัติศาสนธรรม คือ การสวดมนต์และทำสมาธิ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ใกล้วิถีชีวิต ไม่มีค่าใช้จ่าย ทำควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมตามหลักการของแพทย์ คือ การคุมอาหาร การออกกำลังกาย การปรับอารมณ์ และการกินยาตามแพทย์สั่ง

เนื่องจากมีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่าการสวดมนต์ การทำสมาธิ ทำให้จิตใจสงบ ปรับสมดุลและสารเคมีในร่างกาย ช่วยให้ผู้ป่วย ควบคุมอาการได้ดีขึ้น โดยนำร่องศึกษาในชุมชนของ 12 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ  ลำพูน กำแพงเพชร ชลบุรี ชัยภูมิ ตรัง พังงา กาญจนบุรี ในปี 2557 ซึ่งได้บูรณาความร่วมมือ 5 องค์กรเครือข่าย ได้แก่ ภาคประชาชน คือ อสม.เป็นแกนหลัก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบล วัด โรงเรียน และองค์การบริหาร ส่วนตำบล ผลพบว่าผู้ป่วยในชุมชนมีสุขภาพ ดีขึ้นมากถึงร้อยละ 83  ไม่เครียด ระดับน้ำตาลและความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรังในโรงพยาบาล มีการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาของแพทย์ดียิ่งขึ้น

ที่มา:thaihealth

ดูแลหุ่นสวย เป๊ะ ด้วยเมนูอาหารคลีน ในแคลอรี่ที่จัดการเองได้

ดูแลหุ่นสวย เป๊ะ ด้วยเมนูอาหารคลีน ในแคลอรี่ที่จัดการเองได้

       ฮาโหลสาวๆ ขวัญเชื่อได้เลยว่า นาทีนี้เทรนด์ดูแลสุขภาพมาแรง แซงทุกโค้งจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเข้าฟิตเนสออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ หรือว่าเลือกทานอาหารที่ดีเพื่อสุขภาพ รวมถึงควบคุมอาหารเพื่อดูแลเรื่องน้ำหนัก ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากการออกกำลังกายจะสำคัญแล้ว การเลือกทานอาหารก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ

เพราะถ้าร่างกายของเรารับสารอาหารที่ไม่เพียงพอในแต่ละวัน สมองเราก็จะสั่งการช้า ทำอะไร คิดอะไรก็ไม่ออก แต่! ขวัญ เข้าใจนะก็ฉันไม่อยากอ้วนอ่ะ ก็พยายามเลี่ยงอาหารปิ้งๆ ย่างๆ ทอดๆ มันๆ แล้วหันมาทานอาหารคลีน ซึ่งบางครั้งรสชาติของอาหารคลีนก็สู้ไม่ไหวจริงๆ

วันนี้ขวัญจะพาสาวๆ ไปบุกร้านอาหารคลีนที่สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์อาหารได้ด้วยตนเอง แถมมีนักโภชนาการคอยคำนวณแคลอรี่ในเมนูอาหารให้ และที่สำคัญสุดคือ รสชาติอาหารเหมือนกับเราทานอาหารทั่วไปเลย แต่ถูกปรุงรสและทำด้วยวัตถุดิบที่คลีน ดีต่อสุขภาพจริงๆ

โดยร้านนี้มีชื่อว่า Mix & Munch เป็นคาเฟ่ สไตล์ Open Kitchen เฮลท์ตี้ ฟู้ดแห่งแรกใจกลางสุขุมวิท จุดเด่นของร้านอย่างที่บอกไปเลย คือสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์อาหารได้ด้วยตนเอง พร้อมเลือกซอสสูตรพิเศษที่มีให้เลือกถึง 5 รสชาติ ไม่ว่าจะเป็นซอสมิกซ์แอนด์มันช์ ซอสกะเพรา ซอสวาซาบิ-ซีฟู้ด ซอสแกงเขียวหวาน หรือ ซอสสะเต๊ะ โดยทางร้านจะมีแนวคิดที่ว่า “อาหารสะอาดและมีประโยชน์ไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ แต่สามารถทำให้มีลูกเล่นและสนุกขึ้นได้”

 

อย่างที่บอกไปว่าเราสามารถเลือกอาหารด้วยตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เส้นฟูซิลี่โฮลวีต จากนั้นก็เลือกโปรตีนให้กับจานโปรดที่มีตั้งแต่ สะโพกหมู อกไก่ เนื้อออสเตรเลีย ไปจนถึงแซลมอนในส่วนของผักทางร้านก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด เช่น บร็อคโคลี่ ฟักทองย่าง ข้าวโพด เห็ดออรินจิ และเห็ดชิตาเกะ หรือสาวๆ ที่ไม่อยากทานหนักๆ ก็อาจลองสลัดผักรวมออแกนิคสุดคลาสสิกหรือมิกซ์แอนด์มันช์สลัดที่หวานกรอบซึ่งมีส่วนผสมของข้าวโพดหวานและซูกินี่ (บวบฝรั่ง) ก็น่าสนใจไม่แพ้กันค่ะ

ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ชอบความยูนีค อร่อย และรวดเร็ว ทาง Mix & Munch จะเลือกสรรวัตถุดิบและส่วนผสมที่สดใหม่อยู่เสมอ โดยเมนูทั้งหมดภายในร้านผ่านการครีเอทโดยเชฟผู้มีประสบการณ์มาจากโรงแรมระดับห้าดาว และยังใช้เทคนิคการปรุงอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ มีการคำนวณแคลอรี่อาหารในมื้อนั้นๆ ให้เราอีกด้วย เก๋ๆ อย่างมื้อนี้ขวัญก็จะข้าวไรซ์เบอร์รี่ + แซลมอน เพิ่มความอร่อยด้วยซอสมิกซ์แอนด์มันช์ พร้อมเครื่องเคียงเบาๆ รสชาติซอสกลมกล่อม ลืมไปเลยว่ากำลังกินอาหารคลีน

โดยเราสามารถสั่งซื้อกลับบ้านได้ หรือจะสั่งแบบเดลิเวอรี่ทางร้านก็มีบริการด้วยเช่นกัน สาวๆ คนไหนอยากลองทานอาหารคลีน ใรรูปแบบรสชาติที่แตกต่างจากเดิม พุ่งตัวไปลองได้เลยเน้อออ วันนี้ขวัญมีตัวอย่างเซ็ตเมนูอาหารและปริมาณแคลอรี่คราวๆ มาให้ดูกันเรียกน้ำย่อยเพลินๆ ไปก่อนเน๊าะ ^^

ที่มา:sanook

หาคำตอบ! ผมร่วง สัญญาณเตือนอะไรบางอย่างในร่างกายคุณ

หาคำตอบ! ผมร่วง สัญญาณเตือนอะไรบางอย่างในร่างกายคุณ

   

           อธิบดีกรมการแพทย์ เตือน หากผมร่วงต่อเนื่องเกินวันละ 30-50 เส้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนที่เกิดจากโรค หรือความผิดปกติของร่างกาย

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เผย ปกติคนเรามีผมประมาณ 80,000-1,200,000 เส้น งอกยาวขึ้นประมาณวันละ 0.35 มม. และมีอายุนาน 2-6 ปี ซึ่งปกติจะมีผมร่วงเป็นประจำทุกวัน แต่ไม่เกินวันละ 30-50 เส้น

โดยการที่ผมร่วงนั้น อาจเกิดจากสาเหตุ ดังนี้

1.ผมร่วงจากกรรมพันธุ์ พบได้ทั้งหญิงและชาย แต่ส่วนใหญ่เกิดกับเพศชาย โดยจะเป็นบริเวณกลางศีรษะและหน้าผาก ส่วนผู้หญิงจะแสดงอาการหลังวัยหมดประจำเดือน

2.ผมร่วงเนื่องจากผมหยุดเจริญชั่วคราว ในแต่ละวันจะมีเส้นผมประมาณ 10-15% ที่หยุดเจริญและหลุดร่วงไป แต่ในบางภาวะ เส้นผมที่กำลังเจริญอาจหยุดการเจริญในทันที ทำให้ผมหลุดร่วงเพิ่มมากกว่าปกติ เช่น ผู้หญิงหลังคลอด, ได้รับการผ่าตัดใหญ่, การใช้ยาบางชนิด หรือมีภาวะเครียดทางจิตใจ

3.ผมร่วงเป็นหย่อม เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ จะมีอาการผมร่วงเฉพาะที่ในรูปแบบกลม หรือรี แบบมีขอบเขตชัดเจน ตรงกลางไม่มีเส้นผม ไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่แดง บางคนอาจพบเส้นผมสีขาวขึ้นในบริเวณนั้น และบางคนเมื่อรักษาหายแล้วอาจกำเริบได้ใหม่ เป็นๆ หายๆ บ่อยครั้ง

4.ผมร่วงจากการถอนผม พบได้บ่อยในเด็กที่มีปัญหากดดันทางจิตใจด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ปัญหาครอบครัว เด็กบางคนอาจถอนผมเล่นจนเป็นนิสัย ผู้ป่วยจะถอรผมตัวเองจนผมแหว่ง หนังศีรษะเวณผมที่ร่วงจะไม่มีผื่นคันหรือเป็นขุย

5.ผมร่วงจากเชื้อรา อาจพบบ่อยในเด็ก โดยผมจะร่วงเป็นหย่อมๆ เป็นผื่นแดง คัน และเป็นขุยสะเก็ด

6.ผมร่วงจากการทำผม
การทำผมด้วยการม้วนผม ย้อมสีผม ดัดผม เป่าผม หรือวิธีอื่นๆ อาจทำให้ผมร่วงได้ จากการที่มีหนังศีรษะอักเสบ หรือเส้นผมเปราะหัก

7.ผมร่วงจากยา และการฉายรังสี ยาที่อาจทำให้เกิดผมร่วงมีอยู่หลายชนิด เช่น ยารักษามะเร็ง การฉายรังสีในการรักษามะเร็ง ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ยารักษาคอพอกเป็นพิษ ยาคุมกำเนิด ยาใช้ป้องกันโรคเกาต์

8.ผมร่วงจากโรคอื่นๆ เช่น โรค เอสแอลอี หรือโรคเรื้อรังบางอย่าง เช่น ไทรอยด์ ซิฟิลิส โรคตับ โรคไต

ทั้งนี้ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้แนะนำข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ว่า ควรทำความสะอาดเส้นผม และผิวหนังของศีรษะอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรเกา หรือขยี้หนังศีรษะแรงจนเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับหนังศีรษะ เช่น การย้อม ทำสี ดัด หลีกเลี่ยงการดึงหรือถอผมเล่น หลีกเลี่ยงความเครียด เพราะจะทำให้กระตุ้นอาการผมร่วงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อาการผมร่วงในผู้ป่วยบางรายอาจหายเองได้ แต่หากว่าอาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุของโรค และได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

ที่มา:sanook

บริษัท รับสร้างบ้านอุดร ด้วยเทคนิคการก่อสร้างที่ทันสมัย

รับสร้างบ้านอุดร

          บริษัท โมเดิร์นดี รับสร้างบ้าน อุดร ขอนแก่น เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ตกแต่งบ้าน ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี

          รับสร้างบ้านอุดร รับออกแบบ ตกแต่ง ต่อเติมบ้าน อาคาร มีสำนักงานตั้งอยู่ใน อุดร ขอนแก่น และโซนภาคอีสาน โมเดิร์นดี สร้างความแตกต่างที่เป็นคุณ “Make IT Different” จากทีมงานผู้ประสบการณ์ ความชำนาญการพิเศษเฉพาะทาง มากกว่า 20 ปี ผลงานมากกว่า 300 โครงการ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยเทคนิคการก่อสร้างที่ทันสมัย จึงทำให้เราได้รู้ถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง คุยง่าย เข้าใจคุณ ดำเนินนโยบายการออกแบบ ก่อสร้างบ้าน ภายใต้แนวคิด “The Different 4” เราเน้นความรับผิดชอบต่องาน และความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา พิสูจน์ได้ด้วยรางวัล สุดยอดผู้รับเหมาบิลด์ Golden Contractor 2014 และผลงานการก่อสร้างอาคารอีกมากมาย กว่า 300 โครงการ จึงทำให้ท่านสามารถมั่นใจได้ว่า ท่านควรเลือกเรา

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

http://www.modern-de.com/

7 วิธี `แก้เครียดด้วยตัวเอง`

/data/content/25720/cms/e_bfgikptuwz19.jpg

ความเครียดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์แทบทุกเพศทุกวัย อีกทั้งวิธีการแก้ปัญหาความเครียดก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำง่าย ดังนั้นจึงมีคนมากมายหลายล้านคนที่ต้องเผชิญกับความเครียดซึ่งมีทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอวิธีง่ายๆ ในการแก้ปัญหาความเครียดดังนี้

    1. อย่าแยกตัวอยู่ลำพัง เมื่อเกิดความเครียดให้หาที่ปรึกษาและระบายกับคนใกล้ชิดที่สนิทและไว้วางใจ การแยกตัวอยู่ลำพังจะทำให้เรายิ่งรู้สึกจมอยู่ในความเครียดและเหมือนกับไม่สามารถหาทางออกได้ และมีโอกาสที่จะทำให้บางคนคิดสั้นได้อีกด้วย

/data/content/25720/cms/e_aijlmrsvz168.jpg

2. เขียนระบายอารมณ์ บางครั้งเมื่อเราเครียดเราไม่อยากคุยกับใคร สิ่งที่ทำได้คือการใช้วิธีเขียนระบายอารมณ์แทน การพูดคุยกับคนอื่นอาจเป็นการช่วยระดับหนึ่ง แต่บางครั้งการพูดระบายอาจไม่ดีเท่าการเขียนระบายความรู้สึกส่วนลึกออกมา ให้เราใช้เวลากับการดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์และเขียนบันทึกสิ่งที่เป็นความรู้สึกอัดอั้นตันใจ และเราสามารถเก็บสิ่งที่เราบันทึกไว้เป็นสมบัติที่มีค่าส่วนตัวที่จะมีประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้

3. รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันที่มีประโยชน์รวมทั้งผักและผลไม้จะช่วยทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสมองทำงานได้อย่างดีก็จะทำให้เรามีชัยไปกว่าครึ่ง กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงแล้วยังช่วยกำจัดความซึมเศร้าอีกด้วย อาหารเป็นเสมือนยาบำบัดรักษาภายใน

4. ทานน้ำมันปลา มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าการทานปลาทำให้ร่างกายและสมองทำงานได้ดี เพราะมี Omega 3 และ Omega 6 ช่วยเรื่องโรคสมองเสื่อม หลอดเลือดอุดตันและความดันโลหิตสูง อีกทั้งยังมี DHA ช่วยบำรุงสมองและเส้นประสาท ลดความเครียด และป้องกันโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

/data/content/25720/cms/e_achjmnpsyz67.jpg

5. เล่นกับสัตว์เลี้ยง การเล่นกับสัตว์และการเลี้ยงสัตว์เป็นการระบายความเครียดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เพราะทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน มีความสุขและรู้สึกสดชื่นไปกับความน่ารักของสัตว์อย่างไม่รู้ตัว

6. ลดน้ำตาล หลายครั้งเมื่อเวลาเครียดเรามักคิดว่าการช่วยลดความเครียดง่ายๆ วิธีหนึ่งคือ การกินช็อกโกแลต หรือขนมหวานประเภทต่างๆ แต่ความจริงแล้วอาหารประเภทของหวานจะมีผลเสียต่ออารมณ์และฮอร์โมน รวมทั้งทำให้ผิวพรรณเกิดสิวได้ง่ายและยังเป็นการเพิ่มน้ำหนักตัวอีกด้วย ดังนั้นควรหยุดทานอาหารประเภทของหวานจัด แต่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพใจและกายที่ดี

7. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายถือว่า เป็นการเอาชนะความเครียดได้ดีอีกวิธีหนึ่ง หลายคนที่ประสบปัญหาเรื่องความเครียดแล้วหาทางออกไม่ได้ จะใช้วิธีรับประทานอาหารมากเกินไปจนน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น หรือบางคนก็ไม่ทานอาหารจนร่างกายซูบผอม สิ่งหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดได้ดีก็คือการออกกำลังกาย เริ่มต้นโดยการเดินวันละ 30 นาที และเพิ่มการออกกำลังกายมากขึ้นจนเป็นนิสัย อย่าทำหักโหมเกินไป แต่ค่อยๆทำแล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่น้ำหนักตัวที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังเป็นการระบายความเครียดที่มหัศจรรย์วิธีหนึ่ง ช่วยระบายความโกรธ และทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินที่เป็นสารแสดงความสุขออกมาด้วย เราควรพยายามออกกำลังกายให้ได้ในทุกๆ วัน แต่อย่าคาดหวังผลที่จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เมื่อเราเริ่มออกกำลังกาย การเห็นความสำคัญของคุณค่าในตัวเองจะกลับมา จะทำให้รู้สึกว่าอยากมีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง และจะทำให้ความเศร้าโศกหรือความเศร้าใจภายในหายไป ลองปฏิบัติดูค่ะ ได้ผลอย่าคาดไม่ถึงจริงๆ

ความเครียดเป็นสิ่งที่บั่นทอนทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต ถือว่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงไม่น้อยไปกว่าการเป็นโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ ดังนั้นเราควรรักษาสุขภาพของจิตใจให้ดีโดยไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเครียดนานจนเกินไป เพราะการมีจิตใจที่แจ่มใสนั้นจะส่งผลที่ดีต่อสุขภาพกายของเราโดยตรง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

ที่มา:thaihealth

5 วิธีกินมื้อเย็นไม่ให้อ้วน อยากผอมต้องรู้ !

อาหารเพื่อสุขภาพ

5 วิธีกินมื้อเย็น ไม่ให้อ้วน (e-magazine)

การอดอาหาร คือ การลดน้ำหนักแบบผิด ๆ แต่มื้อเย็นก็เป็นมื้อที่สาว ๆ กลัวอ้วนกันที่สุด แบบนี้ต้องอ่านเทคนิคการกินมื้อเย็นที่นำมาฝากกันเลย

มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า “เช้าทานอย่างราชา กลางวันทานอย่างคนธรรมดา เย็นทานอย่างยาจก” นั่นก็เพราะว่าเราต้องให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้ามากเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเย็นนั้นควรรับประทานแต่พอดี ไม่หนักมากนัก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการพักผ่อนแล้วนั่นเองครั้งนี้เรามาทำความเข้าใจถึงความจำเป็นของอาหารเย็นต่อร่างกายว่ามีมากน้อยเพียงใด และหลักที่ถูกต้องในการทานอาหารเย็นว่าเราจะทานอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีไปนาน ๆ

1. ไม่ควรงดอาหารมื้อเย็น

สาว ๆ หลายท่านชอบลดน้ำหนักด้วยวิธีการงดอาหารเย็น ซึ่งไม่ควรค่ะ นอกจากจะหิวแล้ว ยังไม่ทำให้น้ำหนักลดเท่าไร เนื่องจากเมื่อถึงเวลาอาหาร โดยปกติร่างกายจะหลั่งกรดออกมาเพื่อทำการย่อยอาหาร ดังนั้น เมื่อไม่มีอาหารในกระเพาะ น้ำย่อยก็จะมาย่อยกระเพาะแทน เราจึงควรลดมากกว่างด

เลือกทานอาหารเบา ๆ หรืออาหารที่ให้พลังงานน้อยที่สุด อย่างเช่น เน้นผักและผลไม้ ส่วนเนื้อสัตว์ติดไขมัน ของมัน ๆ ทอด ๆ ควรงดจะดีกว่านะคะและเวลาที่ควรทานคือหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ไม่ควรทานดึกกว่านี้

2. หลังทานอาหารเย็นไม่ควรออกกำลังกายต่อทันที

บางท่านกลัวอ้วน หลังทานอาหารเย็นจึงออกกำลังกายทันที ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ควรนัก ถ้าเราทานอาหารภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง แล้วไปออกกำลังกายทันที อาจทำให้เราเกิดอาการจุกได้ ถ้าเป็นไปได้ควรเดินเรื่อย ๆ ไม่ต้องเร่ง เพราะเวลาเราเดินลำไส้จะมีการขยับตัว อาหารก็จะย่อยง่ายและยังเป็นการใช้พลังงานไปในตัวอีกด้วย เป็นแนวทางที่ดีในการปฏิบัติจะได้ไม่อ้วนนะคะ

ส่วนสาว ๆ ที่ต้องการออกกำลังกายหลังเลิกงาน เป็นต้นว่าไปเข้าฟิตเนส จะมีหลักการทานมื้อเย็นอย่างไร ความจริงแล้วถ้าคิดจะออกกำลังกายในช่วงเย็น พอเลิกงานควรทานอาหารเบา ๆ อาหารที่ย่อยง่าย เคี้ยวให้ละเอียด เว้นประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก่อนการออกกำลังกาย งดอาหารย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด อาหารที่มีกะทิเหล่านี้จะย่อยยาก

อาบน้ำ

3. หลังอาหารเย็นไม่ควรอาบน้ำในทันที

เพราะเมื่อเราทานอาหาร ขณะที่อาหารกำลังย่อย กระเพาะต้องทำงาน เลือดต้องถูกไปหล่อเลี้ยงกระเพาะเพื่อช่วยในการย่อย ถ้าเราไปอาบน้ำทันทีหลังอาหาร ซึ่งโดยปกติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น เมื่อร่างกายโดนน้ำเย็น ๆ ก็จะทำให้เลือดจำเป็นต้องมาที่บริเวณผิวหนัง เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ดังนั้นแล้วเลือดจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องถูกแบ่งมาที่ผิวหนังก่อนเป็นอันดับแรก ทำให้เลือดส่งไปที่กระเพาะได้น้อย

สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบการย่อยทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ท้องจะอืด แน่นท้อง จุก จึงควรเว้นอย่างน้อยที่สุด 30 นาที และทางที่ดีที่สุดต้องประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับอาหารที่ย่อยง่าย และ 2 ชั่วโมง ถ้าเรารับประทานอาหารที่ย่อยยาก

4. หากสาว ๆ ต้องการลดความอ้วนด้วยให้ทานผักหรือผลไม้ในมื้อเย็น

ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก มื้อเย็นอาจทานเป็นผักผลไม้ และจะต้องไม่เลือกผลไม้ที่เป็นกรด เพราะขณะท้องว่างร่างกายจะมีกรดมากอยู่แล้ว และเลี่ยงการทานผักหรือผลไม้ดิบขณะท้องว่าง เพราะจะทำให้ท้องอืดได้ แนะนำว่าให้ทานผักสุก เช่น การลวก การต้ม แกงจืด หรือยำที่รสชาติไม่จัดมาก เช่น ยำแตงกวา ยำวุ้นเส้น ที่ไม่เผ็ดหรือเปรี้ยวเกินไป

5. อาหารมื้อเย็นที่ควรหลีกเลี่ยง

ได้แก่ อาหารที่ย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ถ้าต้องทานควรทานในปริมาณเล็กน้อย และไม่ควรทานอาหารที่เป็นกรดมาก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนหลอดอาหารได้

สำหรับวัยผู้ใหญ่ แนะนำว่าอาหารมื้อเย็นควรเป็นอาหารย่อยง่าย มีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตบ้าง แต่ไม่ต้องมาก เช่น ข้าว ข้าวซ้อมมือ (จะทำให้อยู่ท้องกว่า) ผักลวก ผักต้ม และต้องคำนึงถึงสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะคะ

 อย่าคิดว่าอาหารมื้อเย็นไม่สำคัญนะคะ ควรใส่ใจและให้ความสำคัญกับการเลือกทานมื้อเย็นให้มาก แต่ต้องทานแค่พอเหมาะไม่ทานจุเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแล้วยังมีอีกหลายโรคตามมาจากการทานอาหารมื้อเย็นที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือด ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ นอกจากนี้แล้วยังส่งผลถึงคุณภาพการนอนอีกด้วย

สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่าตอนกลางคืนเราแทบจะไม่ได้ใช้พลังงานเลย อดก็เป็นโรค ทานมากเกินไปก็เป็นโรค ควรทานให้พอเหมาะพอดีนะคะ ดังคำกล่าวที่ว่า “อโรคยา ปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ที่มา:kapook

ผู้โดยสารแฉ! โชเฟอร์ดื่มเบียร์ขณะขับรถเมล์ กระเป๋านั่งสูบบุหรี่

 

(5 มิ.ย.) โลกออนไลน์แชร์คลิปจากผู้โดยสารรถเมล์คันหนึ่งซึ่งถูกโพสต์ใน เฟซบุ๊ก YouLike (คลิปเด็ด)แฉคลิปพฤติกรรมแย่ๆ ของคนขับรถเมล์และพนักงานเก็บค่าโดยสาร ที่ทั้งดื่มเครื่องดื่มมึนเมาและสูบบุหรี่บนรถ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย

โดยในคลิป เผยให้เห็นภาพภายในรถเมล์คันหนึ่งกำลังขับไปตามท้องถนน สักพักคนขับก็จอดริมทางแล้วเดินลงจากรถไป ซึ่งในระหว่างนั้นกระเป๋ารถเมล์ก็นั่งสูบบุหรี่บนรถไปด้วย เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง คนขับรถเมล์ก็กลับขึ้นมาแล้วยื่นขวดเบียร์ให้กับกระเป๋ารถเมล์ แล้วกลับไปขับรถต่อ

จากนั้น กระเป๋าก็ทำหน้าที่รินเบียร์ใส่แก้วดื่ม ก่อนที่จะส่งต่อให้คนขับดื่มด้วย ทั้งที่ยังขับรถส่งผู้โดยสารอยู่

ซึ่งหลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป โลกออนไลน์ต่างประณามพฤติกรรมของคนขับรถเมล์และพนักงานเก็บค่าโดยสารคู่นี้ พร้อมวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและจัดการมาตรฐานการให้บริการของรถโดยสาร เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกคน

ที่มา:sanook

โฟกัส ถ่ายรูปรับปริญญาเก๋ๆ ริมทะเลเกาะกูด

ถ้าพูดถึงวิวทะเล เพื่อนๆ หลายคนน่าจะนึกถึง การถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง ลองเอาไอเดียน่ารักๆ ที่ โฟกัส จีระกุล นักแสดงน่ารัก ที่ยกชุดครุยไปถ่ายรูปไกลถึง ทะเลเกาะกูด กันดูนะคะ ได้เปลี่ยนบรรยากาศ รูปแบบเดิมๆ ที่ถ่ายกับตึกมหาวิทยาลัย ไปถ่ายกับธรรมชาติ ท้องฟ้า สายลม แสงแดด แถมยังได้ไปพักผ่อนกับเพื่อนๆ และครอบครัวด้วย จัดว่าคุ้มค่าน้ำมันแน่นอนค่ะ

ยังไงก็ต้องขอแสดงความยินดีกับโฟกัส ด้วยนะคะ ทำงานไปด้วย แล้วยังเรียนจบที่ มศว พร้อมเพื่อนๆ เป็นอีกตัวอย่างที่ดีกับวัยรุ่นค่ะ

คลิกชมภาพต่อไป
คลิกชมภาพต่อไป
คลิกชมภาพต่อไป
คลิกชมภาพต่อไป
คลิกชมภาพต่อไป
ที่มา:sanook

5 ลุคชิคๆ ของสาวแนวสุดเท่ ต้าเหนิง ฮอร์โมน

คลิกชมภาพต่อไป

 

กลายเป็นเรื่องให้เพื่อนๆ ชาวโซเชี่ยลได้ตามติด เมื่อ ต้าเหนิง กัญญาวีร์ เปิดตัวคบหาดูใจ เจเจ กฤษณภูมิ หนุ่มตี๋หน้าใสจากซีรีย์ฮอต ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ในสถานะแฟนได้ 1 เดือน เรียกว่าสมใจแฟนๆ ที่ตามลุ้นคู่นี้พากันฟินกรี๊ดกันทั่วหน้า

วันนี้ Sanook! Campus จะพาเพื่อนๆ ที่ชอบความแนวของ ต้าเหนิง ไปดู 5 ลุคเท่ๆ พร้อมอัพเดทแฟชั่นของคนมีความรักกันสิว่า จะเป็นสาวหวานมากขึ้นมั๊ย อิอิ

ที่มา:sanook