คลื่นชีวิต! “บัว วันสิริ” 12 สิงหา วันเกิด วันแม่ วันแห่งการสูญเสีย

คลื่นชีวิต! "บัว วันสิริ" 12 สิงหา วันเกิด วันแม่ วันแห่งการสูญเสีย

            “ช่วงที่แม่บัวเริ่มทรุดแล้วไปอยู่ที่โรงพยาบาลก็ยังรับรู้และพูดได้ แต่สามวันก่อนที่จะเสียแม่ไม่รับรู้อะไรแล้ว วันที่แม่บัวไปเป็นวันแม่บัวก็ซื้อพวงมาลัยไปไหว้แม่ เปิดบทสวดมนต์ให้แม่ฟัง และก็บอกกับแม่ว่าถ้าแม่ไม่ไหวแม่ไม่ต้องฝืนทั้งทีใจข้างในลึกๆ ก็ไม่อยากจะพูดแต่ถ้ามันเป็นทางเดียวที่จะนำทางให้แม่ไปในที่ๆ ดีเราก็ทำ”

“บัว นลินทิพย์ สุกลอ่องอำไพ” หรือ “บัว วันสิริ” นักแสดงสาวจากละคร “คลื่นชีวิต” เล่าย้อนถึงเรื่องราวในวันที่สูญเสียคุณแม่ในวันเกิดตัวเองและวันแม่ 12 สิงหาคม 2557 เวลากว่าสองปีที่ผ่านไปสาวบัวเล่าให้  ฟังว่าชีวิตที่ไม่มีคุณแม่อยู่ด้วยมีทั้งความคิดถึงและเสียดายที่ยังอยากทำให้อะไรให้คุณแม่แต่ก็ไม่มีโอกาส แต่ไม่เคยคิดน้อยใจชีวิตเพราะเชื่อว่าคุณแม่เป็นคนดีก็ต้องได้ไปอยู่ในที่ที่มีความสุข

วันเกิด วันแม่ วันแห่งความสูญเสีย

บัวเสียคุณแม่ไปทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันมากจริงๆ คุณแม่ของบัวเขาจะเป็นคนที่ไม่สบายบ่อยสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง และช่วงนั้นเขาไม่สบายเขาก็คิดว่าเขาไม่สบายปกติก็กินยานอน และเริ่มรู้สึกว่าทำไมไม่สบายนานไม่หายซะที บัวก็เลยบอกแม่ว่าแม่ไปหาหมอเถอะ ก็ไปหาหลายครั้งแต่หมอก็ยังวินิจฉัยไม่เจอว่าเป็นอะไร จนสุดท้ายที่รู้คือหมอบอกว่าให้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ พอตรวจก็รู้ว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่สามและพอเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองมันก็แพร่กระจายไปเร็วมาก”

แม้จะทราบว่าคุณแม่ป่วยเป็นโรคมะเร็งก็ตาม แต่ด้วยความที่ตนเองเป็นคนมองโลกในแง่บวกในทุกๆ วันสาวบัวบอกว่าเธอยังมีความหวังว่าคุณแม่ของเธอจะหายเป็นปกติ แต่สุดท้ายความหวังเล็กๆ ของเธอก็พังทลายเมื่อคุณแม่หมดลมหายใจในวันเกิดและวันแม่ปีนั้น

“บัวพยายามคิดในแง่ที่ดีว่าเรายังมีความหวังแม่จะต้องสู้ และบัวเคยรู้ว่ามะเร็งมันหายกันได้ เราก็คิดว่าแม่ต้องหายแม่ต้องไม่เป็นอะไร มันเป็นความหวังที่บัวหวังอยู่เสมอ แม้กระทั่งวันสุดท้ายที่แม่ไม่อยู่บัวยังคิดว่าเดี๋ยวแม่ก็ตื่น แต่วันเป็นวันแม่และก็เป็นวันเกิดของบัวด้วย ช่วงนั้นแม่เริ่มทรุดแล้วไปอยู่ที่โรงพยาบาลเขาก็ยังพอพูดได้พูดรู้เรื่อง”

“แต่ช่วงสามวันก่อนที่ท่านจะเสียจะไม่รับรู้อะไรแล้ว บัวซื้อพวงมาลัยไปไหว้แม่กับพี่ แต่ด้วยอาการที่ไม่ดีมีคนแนะนำว่าให้เปิดบทสวดมนต์ให้แม่ฟังบัวก็ทำ และก็บอกกับแม่ว่าถ้าแม่ไม่ไหวแม่ไม่ต้องฝืน ทั้งที่ใจข้างในลึกๆ ก็ไม่อยากจะพูดแต่ถ้ามันเป็นทางเดียวที่จะนำนางให้แม่ไปในที่ๆ ดี ถ้าแม่ต้องไปจริงๆ บัวทำหมดค่ะ”

นักแสดงสาวเล่าถึงเหตุการณ์วันที่สูญเสียคุณแม่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอทำให้ทีมข่าวรู้สึกได้ว่าแม้เวลาจะผ่านไปสองปีแล้ว ลึกๆ ในหัวใจของเธอนั้นกลับเต็มไปด้วยความคิดถึงคุณแม่อยู่ตลอดเวลา จากนั้นเธอจึงรวบรวมสติและเล่าต่อถึงวินาทีแห่งความเจ็บปวดต่อไปว่า

ตอนนั้นบัวก็มานั่งรออยู่ข้างนอกกับคุณพ่อและก็พี่ พยาบาลก็วิ่งมาบอกว่าแม่ไม่หายใจแล้ว เราก็วิ่งเข้าไปเห็นหมอกับพยาบาลกำลังขึ้นคร่อมจะปั๊มหัวใจแม่ เราก็บอกว่าไม่ต้องปั๊มเพราะตอนนั้นแม่ผอมมากแล้วไม่อยากให้ทรมาน เพราะแค่เจาะเข็มตามร่างกายมันก็เยอะมากเจ็บมากแล้ว ก็เลยให้ท่านไปสบายดีกว่า แต่พอแม่ไปจริงๆ มันก็ทำอะไรไม่ถูกไม่รู้จะทำอะไรต่อ”

“สมองมันว่างเปล่าไปหมดไป ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต้องบอกใคร ต้องอะไรยังไง แต่มันก็มีคำถามในใจลึกๆ วันเกิดหนูทำไมต้องเป็นวันตายของแม่ แต่บัวก็เลือกจะคิดในแง่มุมที่ดีแม่เขาคงอยู่รอเพื่อให้ถึงวันเกิดเราก่อนอยากอยู่ให้ถึงวันเกิดลูก และวันนี้ก็จะเป็นวันที่บัวจะจำแม่ไปตลอดชีวิตไปจนวันตายจะไม่มีวันลืม”

บทเรียนจากการสูญเสีย

“บัวได้รู้ว่าเราต้องดูแลตัวเองและทำให้บัวรักพ่อมากขึ้นและก็เป็นห่วงพ่อมากขึ้น ได้เรียนรู้แล้วว่าเรื่องของแม่มาก็เลยทำให้เราใส่ใจดูแลกันมากขึ้น คนที่ยังอยู่ก็ต้องดูแลใส่ใจกันมากขึ้นและก็รักกันมากขึ้นให้รู้สึกว่าเวลาที่เหลืออยู่ด้วยกันมันมีค่าที่สุดที่เราจะทำอะไรเพื่อเขาได้บ้าง เพราะเวลาคนเราอยู่ด้วยกันกับคนที่เรารักในทุกๆ วัน”

“มันจะไม่รู้สึกหรอกว่าเราจะสูญเสียเมื่อไหร่ ไม่ได้เห็นความสำคัญกัน แต่พอเราได้เจอการสูญเสียแล้วเราจะรู้สึกเลยว่ามันสำคัญมากๆ เรื่องเวลาเรื่องการดูแลการเอาใจใส่ การให้ความสำคัญกับพ่อแม่หรือคนที่รักหรือใครก็ตามมันสำคัญมาก ถ้ายังมีเวลาได้ใช้อยู่ร่วมกันก็อยากให้ดูแลใส่ใจกันมากๆ ค่ะ”

นอกจากความบทเรียนจากการสูญเสียคุณแม่แล้วนั้น “บัว วันสิริ” ยังเผยถึงความในใจที่แอบเสียดายอยู่ลึกๆ กับการทำความฝันของแม่ได้สำเร็จแต่แม่กลับไม่ได้อยู่เห็นฝันนั้น

“แม่บัวมีความฝันอยากได้บ้านและบัวก็พยายามที่จะทำงานเก็บเงินมาเพื่อที่จะซื้อบ้านให้พ่อกับแม่ และพอวันที่ได้บ้านมันจะนึกเสมอว่าแม่หนูซื้อบ้านได้แล้วนะแต่ทำไมแม่ไม่ได้อยู่ (สาวบัวเล่าไปพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลออกมา) มันเป็นความรู้สึกทุกครั้งที่คิดถึง ถ้าย้อนกลับไปได้บัวแค่รู้สึกว่าบัวอยากแข็งแรงเร็วขึ้นกว่านี้อยากจะทำให้แม่ได้มีความสุขก่อนที่แม่จะไม่ได้อยู่ อยากให้ท่านเห็นความสำเร็จ”

“เห็นบัวแข็งแรงเติบโตแล้วดูแลตัวเองได้ อยากให้แม่ได้อยู่บ้านหลังใหม่ที่ซื้อให้ก่อน อยากให้แม่อยู่เหมือนแม่คนอื่น อยากพาแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ อยากได้ทำอะไรเพื่อแม่บ้าง บัวไม่ได้รู้สึกน้อยใจที่แม่ไม่อยู่ แต่แค่เสียดายที่ไม่ยังไม่ได้ทำอะไรให้แม่กับสิ่งที่เราอยากทำหลายอย่างค่ะ”

การสูญเสียเยียวยาด้วยเวลา

“ตอนแรกๆ ที่แม่เสียบัวไม่ร้องไห้เลยจนวันที่ร้องไห้คือวันที่เผาแม่แล้วกลับบ้านร้องไห้แบบฟูมฟาย เพราะตอนที่งานศพยังไม่เสร็จตอนแม่อยู่ในโล่งก็ยังคิดว่าเดี๋ยวแม่ก็คงเคาะโลงแล้วแม่ก็ตื่นขึ้นมา มันเป็นความหวังที่เคยได้ยินคนบอกว่านอนอยู่แล้วฟื้นขึ้นมาก็ยังคิดว่าแม่จะฟื้น แต่พอทุกอย่างจบลงเผาแล้วไม่เหลืออะไรแล้วเป็นช่วงที่บัวร้องไห้ทุกวันมันทำอะไรไม่ถูกมันเวิ้งว้างไปไม่ถูก”

“ช่วงแรกที่แม่เสียก็รู้สึกว่ามันผ่านไปยากมากเพราะคิดถึงตลอดเวลา เวลากินข้าวกินอะไรที่แม่เคยชอบหรือแม่เคยทำให้มันก็จะรู้สึกว่ากินแบบน้ำตาตกคิดถึงแม่จัง แต่จริงๆ แล้วระยะเวลามันจะช่วยเยียวยาเองโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะว่าเราก็อยู่ดูแลคนที่ยังอยู่ อยู่ดูแลพ่อ ดูแลพี่ ตอนแรกเราก็คิดว่ามันยากมันจะผ่านไปไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วเราต้องคิดว่าเราต้องไปให้ได้และต้องดูแลคนที่ยังอยู่ให้ดีค่ะ”

เศร้าเสียใจแต่งานแสดงต้องไม่เสีย

“ตอนนี้ก็มีผลงานละครที่บัวถ่ายทำอยู่ 3 เรื่องเรื่องคือเรื่องเพลิงบุญก็ถ่ายไปเกือบจะใกล้ปิดกล้องแล้ว และก็เรื่องพ่อยุ่งลุงไม่ว่าง อีกเรื่องนึงกำลังจะเปิดกล้องเรื่องคุณแม่สวมรอยเล่นเป็นฝาแฝดค่ะ ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมาบัวก็มีละครเรื่อยๆ แต่คนอาจจะสงสัยบัวหายไปไหน จริงๆ แล้วก็ถ่ายละครอยู่เพราะอย่างคลื่นชีวิตก็ใช้เวลาถ่ายค่อนข้างนานกว่าปีครึ่ง และละครอีกเรื่องสุดร้ายสุดรักก็อยู่ในช่วงรอออนแอร์ก็ต้องรอว่าจะได้ออกอากาศตอนไหน ซึ่งบัวก็รู้สึกว่าการได้ทำงานต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ดีเพราะถือว่าผู้ใหญ่ได้ให้โอกาสบัวแล้วบัวก็ต้องแสดงเต็มที่ทำให้ดีที่สุดค่ะ”

ที่มา:sanook